ปวดท้องหนักเลยมาโรงพยาบาลแต่ไม่มีใครสนใจจนตายคารถเข็น

          มีคุณแม่ท่านหนึ่งได้ออกมาโพสต์ Facebook เล่าเรื่องราว  ตายคารถเข็นที่โรงพยาบาล  ที่หน้าสุดสะเทือนใจเนื่องจากว่าเธอต้องสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รักไปจากสาเหตุของการปวดท้องโดยคุณแม่ได้ดังกล่าวระบุว่าเมื่อวันที่ 1 เดือนสิงหาคมปีพศ 2564

  ลูกชายของเธอมีอาการปวดท้องและหายใจไม่ค่อยออกโดยลูกของเธอบอกว่ามีอาการเสียดท้องจุกซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 18:00 น เธอจึงได้ซื้อยาแก้จุกเสียดให้ลูกชายเธอกินแต่ปรากฏว่าผ่านไป 2 ชั่วโมงแล้วอาการลูกชายของเธอไม่ดีขึ้น

      ดังนั้นเธอจึงได้ตัดสินใจพาลูกชายของเธอไปโรงพยาบาลทันทีโดยเธอถึงที่โรงพยาบาลช่วงประมาณ 21:30 น เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลได้เข็นรถเข็นที่ลูกชายของเธอนั่งไปไว้บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินหลังจากนั้นก็ให้เธอรอ

ตายคารถเข็นที่โรงพยาบาล ซึ่งระหว่างนั้นเองลูกชายของเธอก็ยังมีอาการปวดท้องอยู่แต่ยังคงสามารถพูดคุยได้ระหว่างที่รอพยาบาลมาตรวจวัดไข้หรือมาสอบถามอาการนั้นเธอกลับพบว่าไม่มีพยาบาลคนไหนมาสอบถามหรือดูแลลูกชายเธอเลยเมื่อเธอไปถามพยาบาลคนนึงพยาบาลคนดังกล่าวระบุว่าเธอนั้นไม่ได้รับผิดชอบที่ห้องฉุกเฉินแต่เธอรับผิดชอบผู้ป่วย covid โดยพยาบาลแนะนำให้ลองไปติดต่อในห้องฉุกเฉินดู

         แต่เมื่อเธอติดต่อห้องฉุกเฉินไปแล้วพยาบาลให้เธอรอก่อนจนถึงเวลาประมาณ 22:00 น เธอรู้สึกว่าลูกชายของเธออาการหนักขึ้นเพราะลูกชายของเธอนั้นเริ่มหายใจไม่ออกและหอบเสียงดังอีกทั้งยังบอกเรื่องของการแน่นหน้าอกเมื่อแจ้งพยาบาลปลายพยาบาลก็ยังยืนยันว่าจะต้องรอก่อนถ้าหากต้องการรักษาที่นี่เพราะในขณะนี้ยังไม่มีพยาบาลคนไหนว่างมาวัดความดันหรือวัดไข้ให้เธอจึงจำเป็นที่จะต้องให้ลูกชายของเธอนั่งรอก่อนจนถึงช่วงประมาณ 23:00 น ลูกชายของเธอก็ค่อยๆหลับตาลงและทุกตัวลง

      ซึ่งตอนแรกเธอคิดว่าลูกชายของเธอนั้นนอนหลับแต่เมื่อเธอไปเขย่าตัวลูกชายเพื่อถามอาการปรากฏว่าลูกชายของเธอนั้นไม่รู้สึกตัวแล้วเธอจึงรีบเรียกพยาบาลให้มาดูอาการลูกชายของเธอทันทีและเมื่อตรวจร่างกายก็พบว่าชีพจรของลูกชายของเธอนั้นเต้นอ่อนมาก

และความดันต่ำมากลูกชายของเธอถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินทันทีคุณหมอพยายามปั๊มหัวใจให้ลูกชายของเธอแต่ก็ไม่สามารถที่จะยื้อชีวิตลูกชายของเธอเอาไว้ได้โดยช่วงเวลาประมาณ 23:40 น คุณหมอก็ออกมาบอกว่าลูกชายของเธอนั้นเสียชีวิตเรียบร้อยแล้วโดยแจ้งเหตุผลของการเสียชีวิตว่าเกิดจากสภาวะหัวใจล้มเหลวและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว ทำให้เธอนั้นเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก

       เพราะเธอเชื่อว่าถ้าหากว่ามีหมอหรือพยาบาลมาดูแลลูกเธอตั้งแต่ช่วงที่เธอพาลูกมาถึงโรงพยาบาลตั้งแต่แรกๆลูกของเธออาจจะไม่เสียชีวิตก็ได้ซึ่งเธอบอกว่าเธอเข้าใจว่าหมอและพยาบาลช่วงนี้ยุ่งเพราะมีผู้ป่วยติดไวรัสโควิช- เยอะแต่ก็ควรจะมาดูแลผู้ป่วยที่มารักษาแบบฉุกเฉินบ้าง

เพราะลูกชายของเธอนั้นเสียชีวิตโดยที่ไม่มีหมอพยาบาลมาเหลียวแลซึ่งเธอมองว่าโรงพยาบาลนั้นเป็นสถานที่ที่ผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยฝากความหวังเอาไว้ว่าพวกเขาจะมารักษาอาการป่วยแล้วหายกลับบ้านได้

           อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทางด้านผู้อำนวยการของโรงพยาบาลดังกล่าวได้มีการโทรติดต่อมาหาแม่ของผู้เสียชีวิตพร้อมกับกล่าวขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  sa casino ฟรี300