อเมริกาออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อคดาวน์

ประชาชนของประเทศสหรัฐอเมริกาออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อคดาวน์เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าเชื้อไวรัสโคโรน่าไม่มีจริง

               ขณะนี้ที่ประเทศสหรัฐอเมริกากำลังมีปัญหาอย่างหนักเมื่อประชาชนมีประเทศต่างออกมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมีการปลดล็อคดาวน์ประเทศซึ่งการรวมตัวกันครั้งนี้มาจากประชาชนหลายเมืองโดยทุกคนมีความรู้สึกว่าการที่ประธานาธิบดีมีการประกาศให้มีการล็อกดาวน์ทำให้พวกเขาไม่สามารถที่จะออกไปหางานทำ

และไม่มีรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัวโดยพวกเขาเชื่อว่าการที่ประธานาธิบดีออกมาประกาศล็อคดาวน์เหตุผลเพราะว่ามีเชื้อไวรัสกำลังระบาดนั้นไม่เป็นความจริงซึ่งการที่ประธานาธิบดีประกาศออกมาให้มีการปิดกิจการชั่วคราวสร้างผลกระทบให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

และมองว่าการทำเช่นนี้แสดงว่าผู้นำประเทศมีการขลาดกลัวเกี่ยวกับเชื้อโรคมีมากจนเกินไป ในการประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 เมษายนปีพศ 2563

ซึ่งสถานการณ์ค่อนข้างวุ่นวายเป็นอย่างมากเมื่อมีประชาชนจำนวนหลายพันคนได้ออกมารวมตัวกันเรียกร้องให้ประธานาธิบดีมีการประกาศปลดล็อคดาวประเทศเนื่องจากว่าปัจจุบันประชาชนถูกควบคุมเรื่องของการเดินทางและการเข้าออกบ้านเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งหลายคนที่ออกมาประท้วงต่างก็มีความเชื่อกันว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่าง

ที่คิดรัฐบาลไม่จำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมประชาชนมากจนเกินไปเพราะสถานการณ์ในตอนนี้ทุกคนกำลังได้รับความลำบากเนื่องจากผลกระทบจากการล็อกดาวน์นั้นทำให้หลายคนหลายครอบครัวขาดรายได้ และหลายคนมองว่าการที่ประธานาธิบดีออกมาประกาศล็อคดาวไม่ให้ทุกคนได้ออกจากบ้านนั้น

เป็นการเรียกร้องสิทธิอำนาจของประชาชนมากจนเกินไปซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้นำประเทศเป็นอย่างมากเช่นเดียวกันเพราะจำนวนผู้ที่มาประท้วงค่อนข้างมีจำนวนมากและที่สำคัญแต่ละคนที่เดินทางออกมาประท้วงนั้นก็ไม่ได้สวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อ

แต่อย่างใดโดยในขณะนี้ทางประเทศสหรัฐอเมริกาเองเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นอย่างมากเรียกได้ว่ามากที่สุดอันดับโลกเลยก็ว่าได้และยังมีผู้ติดเชื้ออีกหลายแสนคนที่ยังคงรอรับการรักษาซึ่งถ้าหากการกระทำการประชุมในครั้งนี้สำเร็จประธานาธิบดีมีการปลดล็อคประเทศเมื่อไหร่นั่นคือหายนะ

ที่จะเกิดขึ้นกับทางอเมริกาอย่างแท้จริงเพราะเชื้อไวรัสจะต้องมีการระบาดเป็นประชาชนทุกคนติดเชื้ออย่างแน่นอนเนื่องจากว่าหลายคนไม่ได้มีความเชื่อว่าจะมีโรคไวรัสชนิดนี้เกิดขึ้นจริงๆจึงไม่มีใครใส่ใจที่จะดูแลตัวเองในเรื่องของการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่สำคัญทุกคนได้มีการออกมาประกาศว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นพวกเขายินดี

ที่จะเสี่ยงดีกว่าที่จะต้องไม่มีรายได้และอดตายในที่สุดในขณะเดียวกันตอนนี้เองนั้นทางประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาบ่ได้มีการส่งสารไปถึงผู้ดูแลรักบางรักว่าให้มีการยกเลิกการเคอร์ฟิวและการล็อคดาวน์เพราะต้องการที่จะเอาใจผู้ประท้วงซึ่งส่งผลให้ผู้ประท้วงหลายคนชอบใจในตัวผู้นำของเขาเป็นอย่างมาก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ทดลองเล่นบาคาร่า

Tennis VS Badminton

กีฬา Tennis และ Badminton นั้นถือว่าเป็นกีฬาที่มีลักษณะในการเล่นที่คล้ายคลึงกันมาก ถึงแม้จะมีลักษณะที่คล้ายกันแต่ในการแข่งขันนั้นกีฬาทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งกีฬาทั้งสองประเภทนั้นถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมทั้งคู่แต่ความนิยมในกีฬานั้น

ก็จะมีความแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน ความนิยมทั้งการเล่นเพื่อแข่งขันและความนิยมจากผู้ชมด้วย และถึงแม้กีฬาทั้งสองนั้นจะมีความแต่งต่างกัน แต่กีฬาทั้งสองประเภทก็ยังถือว่าเป็นกีฬาที่ผู้เล่น Tennis หรือBadminton สามารถที่จะเล่นทั้งสองอย่างได้

เนื่องจากเป็นกีฬาที่มีลักษณะคล้ายกันถึงแม้จะเล่นได้แต่แน่นอนว่าผู้เล่นกีฬาประเภทใดประเภทหนึ่งนั้นจะไม้ได้มีความคล่อแคล่วหรือความชำนาญเท่ากับผู้เล่นกีฬาประเภทนั้นอย่างมืออาชีพนั่นเอง เรามาทำความรู้จักกับกีฬาทั้งสองประเภทกันว่าการเล่นที่คล้ายกันนั้นมันมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างและความแตกต่างนี้เป็นควมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงหรือไม่

ความแตกต่างของอุปกรณ์ในการเล่นและการแข่งขัน อุกรณ์ถือว่าเป็นสิ่งที่มีลักษระคล้ายกัน เพราะเป็รลักษณะไม้ที่มีด้ามจับเหมือนกันนั่นเอง แต่วัสดุและสิ่งที่นำมาทำไม้ของกีฬาทั้งสองประเภทนั้นเป็นสิ่งที่ต่างกันเช่นกันนั่นเอง โดยปกติถ้าหากเป็นไม้ Badminton จะต้องมีลักษณะเบาเพื่อให้มีความคล่องแคล่วในการตีลูกให้ไปให้ไกลนั่นเอง แต่ลักษระไม้ของ Tennis นั้น

จะมีลักษณะที่หนักกว่าเพราะว่าการตีนั้นลูกเทนนิสมีน้ำหนักกว่าลูกแบด ทำให้ไม้จะต้องสามารถมีความหนักและแข็งแรงบาลานซ์กับลูกเทนนิสนั่นเองและความแตกต่างในเรื่องของลูกที่ใช้ในการเล่นของทั้งสองประเภทนั้น Tennis จะเป็นลูกเทนนิสที่มีลักษณะกลมเหมือนบอลและส่วนมากจะมีลักษณะเป็นสีเขียวซึ่งกระมีหลากหลายแบรนด์ให้เลือกใช้ตามความชอบมากมายส่วน Badminton นั้นจะเป็นลูกขนไก่หรือลูกพลาสติก ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ลูกขนไก่ในการตรเพราะมีการส่งและโต้ตอบได้ดีกว่าลูกพล่าสติกและทนทานต่อทิศทางลมด้วย

ความแตกต่างในการแข่งขันและการนับแต้มได้แต้มเสีย การแข่งขัน Badminton นั้นจะเป็นการนับคะแนน2ใน3เซ็ทและนัที่คะแนนชนะ21คะแนนต่อ1เซ็ทและหากทีมดชนะครบ2เซ็ทก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะในเกมส์การแข่งขันนั้นไปนั่นเอง ส่วน Tennis นั้นจะแข่งขันกันที่คะแนนทั้งหมด4 แต้มและจะนับคะแนนจากการหมุนเข็มนาฬิกาไปที่เลขสามเพื่อนับคะแนนที่15และหมุนเข็มนาฬิกาไปที่เลขหกเพื่อนับคะแนนที่30และเลขเก้าโดยนับคะแนนที่40 นั่นเอง ถ้าหากใครได้4แต้มก่อนก้จะเป็นผูเชนะในเกมส์นั้นนั่นเอง

ความนิยมของ Tennis และ Badminton ความนิยมถือว่าได้รับความนิยมทั้งในการเล่นแฃะผู้ชมในระดับที่พอๆกันแต่การแข่งขันหรือชมกีฬาแบตมินตันนั้นจะง่ายและสามารถเข้าใจได้มากกว่า ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

แม่ค้าวังหลังหลอกขายหน้ากากอนามัยทั้งแพงทั้งบาง

จากกรณีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งได้มีการโพสต์เตือนภัยผ่านทางเฟสบุ๊กเกี่ยวกับการซื้อหน้ากากอนามัยในตอนนี้ว่าควรจะมีการตรวจสอบและระมัดระวังให้ดีเพราะตนเองเพิ่งเจอมาเมื่อไปเดินซื้อของที่ตลาดวังหลัง แล้วไปซื้อหน้ากากอนามัยมาโดยจ่ายเงินไปจำนวน 150 บาทแล้ว

ได้หน้ากากอนามัยมา  8 แผ่น ซึ่งเมื่อแกะแล้วก็ต้องตกใจเป็นอย่างมากเพราะหน้ากากบางมากโดยเธอมีการระบุเอาไว้ในเฟสบุ๊กส่วนตัวด้วยว่า ถ้าเปรียบกับหมูสไลด์ที่กินกับหมูกระทะหน้ากากอนามัยอันนี้ยังบางกว่าหมูสไลด์เลย ซึ่งเมื่อหลายหลายคนที่ได้มาเห็นภาพของหน้ากากอนามัยต่างก็วิจารณ์กันมากว่าตอนนี้ของแพง

หาซื้อยากและยังผลิตออกมาไม่ได้คุณภาพอีก ซึ่งนักข่าวได้ไปขอสัมภาษณ์คนที่โพสต์เรื่องหน้ากากอนามัยนี้ โดยขอเรียกเธอว่า น้ำข้าว ( นามสมมุติ ) น้ำข้าวได้เล่าให้นักข่าวฟังว่าเมื่อวานเธอและเพื่อนเพื่อนพากันไปเดินดูของที่ตลาดวังหลังตรงโรงพยาบาลศิริราช ช่วงเวลาประมาณบ่ายสองได้ ซึ่งขณะที่เดินอยู่นั้นน้ำข้าวสังเกตว่ามีหลายร้านที่ขายหน้ากากอนามัยและเธอเห็นว่าตอนนี้หน้ากากอนามัยกำลังเป็นที่ต้องการกันมาก

และอีกอย่างราคาที่เธอเห็นวางขายถึงจะแพงไปสักหน่อยแต่ก็เป็นราคาที่พอรับได้ ซึ่งจึงได้เลือกซื้อที่เป็นแบบสีเขียวมา เพราะเธอคิดว่าเป็นแบบที่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป โดยมีการเลือกมา 8 แผ่น แม่ค้าคิดเงินเธอไปเป็นจำนวน 150 บาทโดยเธอกะว่าจะซื้อไปทดลองใช้ก่อนและหากใช้ดีก็จะกลับมาซื้อเป็นแบบกล่องใหญ่ หลังจากนั้นเธอกับเพื่อนก็เดินซื้อของอย่างอื่นกันต่อ แต่พอจะกลับบ้านต้องขึ้นมาบนรถเมลล์ น้ำข้าวก็เลยหยิบเอาหน้ากากอนามัยที่เพิ่งซื้อไปเมื่อสักครู่ออกมาเพื่อจะเอามาใส่

แต่ปรากฏว่าหน้ากากอนามัยที่เธอถืออยู่นั้นบางมากมาก ซึ่งเพื่อนเพื่อนของเธอก็แนะนำให้เธอนำหน้ากากอนามัยไปคืนที่ร้านเดิม แต่เธอเห็นว่าขึ้นรถเมลล์มาแล้ว และไม่อยากจะเสียเวลาย้อนกลับไปอีก กลับไปก็กลั้วว่าจะเสียเที่ยว เพราะไม่รู้ว่าร้านค้าจะยังอยู่ไหมเพราะเป็นร้านแผงลอย เธอเลยไม่กลับไปเปลี่ยน แต่ก็ตัดสินใจนำเรื่องมาโพสต์ลงเฟสต์บุ๊กเพื่อเตือนให้คนอื่นได้รู้จะได้ไม่เสียรู้แม่ค้าเหมือนกันกับเธอ

          ซึ่งประเด็นเรื่องเรื่องหน้ากากอนามัยบางและแพงนี้นักข่าวก็ได้ไปสอบถามกับแม่ค้าที่วังหลังมาก ซึ่งหลายคนบอกว่ารับมาขายต่ออีกที ก็จะมีทั้งแบบหน้าและแบบบางแตกต่างกันไปซึ่งราคาก็จะไม่เท่ากัน